สิงคโปร์ครองอันดับ 1 เมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกติดต่อกัน 5 ปีซ้อน


 
เมื่อเร็ว ๆ นี้ หนังสือพิมพ์ The Straits Times ของสิงคโปร์ได้ลงบทความ "Singapore, Hong Kong, and Paris are the most expensive cities for expatriates to live in” ขณะที่สำนักข่าว Channel News Asia ก็ได้ลงบทความ "Singapore, Hong Kong and Paris named world’s most expensive cities for expats: EIU Survey” ซึ่งมีใจความสำคัญว่า สิงคโปร์ ฮ่องกง และปารีส ครองตำแหน่งเมืองที่แพงที่สุดสำหรับกลุ่ม expats หรือชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานและอยู่อาศัย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ปารีสและฮ่องกงกลายมาเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงสุดเทียบเท่ากับสิงคโปร์ โดยจากผลการศึกษาของ Economist Intelligence Unit (EIU) แสดงให้เห็นว่า ค่าระบบสาธารณูปโภคและค่าคมนาคมส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้นมาก ซึ่งสำหรับสิงคโปร์นั้นครองอันดับ 1 เมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกติดต่อกัน 5 ปีซ้อนแล้ว
 
EIU ยังได้สำรวจเมืองใหม่จำนวน 133 แห่ง พบว่าเมืองที่มีค่าครองชีพสูงตามมาติด ๆ ได้แก่ ซูริค เจนีวา และโอซากา ในขณะที่เมืองเกิดใหม่ (emerging market cities) อย่างอิสตันบูลและมอสโกกลับมีอันดับต่ำลงด้วยสาเหตุภาวะเงินเฟ้อและการลดลงของมูลค่าเงิน โดยงานวิจัยของ EIU นี้ได้เปรียบเทียบราคาค่าต่าง ๆ มากกว่า 150 จำพวก อาทิ ค่ารถยนต์ ค่าอาหาร ค่าเช่า ค่าคมนาคมขนส่ง ค่าเสื้อผ้า เป็นต้น
 
ทั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีที่ทั้ง 3 เมืองครองตำแหน่งสูงสุดด้วยกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมืองที่ค่าครองชีพสูงระดับโลกนั้นได้เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากความเป็นโลกาภิวัตน์และรสนิยมด้านการจับจ่ายซื้อของคนที่คล้ายกันส่งผลต่อต้นทุนในหลายปัจจัยที่สูงขึ้น ถึงแม้ในหลายพื้นที่ในสิงคโปร์ ฮ่องกง และปารีสจะมีแหล่งซื้อของอุปโภคบริโภคราคาถูก แต่ค่าใช้จ่ายด้านระบบสาธารณูปโภคและระบบคมนาคมขั้นพื้นฐานก็ทำให้ค่าครองชีพทุกอย่างสูงขึ้น
 
นักวิเคราะห์จาก Centre for Cities ซึ่งเป็น think tank ของอังกฤษที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ กล่าวว่า ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นในตัวเมืองมักจะส่งผลต่อตลาดแรงงานที่ดึงดูดแรงงานฝีมือรายได้สูงในอนาคต นักออกแบบผังเมืองจะต้องวางแผนผังและสร้างที่พักอาศัยมากขึ้นเพื่อรักษาระดับราคาและต้นทุนทั้งหมดไม่ให้สูงเกินไป ซึ่งเมืองต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักรมีการเปลี่ยนแปลงในลำดับเล็กน้อย โดยครั้งนี้เป็นการลงไปอยู่จุดต่ำสุดในรอบ 2 ทศวรรษจากความไม่เสถียรภาพของ Brexit โดยลอนดอนอยู่ในลำดับที่ 22 เพิ่มขึ้นมา 8 ลำดับ และแมนเชสเตอร์อยู่ที่ลำดับที่ 51 เพิ่มขึ้นมา 5 อันดับ
 
EIU ยังชี้ว่าข้อมูลที่น่าสนใจในปีนี้คือ ค่าครองชีพในหลายเมืองเศรษฐกิจเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวเมื่อปีที่แล้ว โดยกรุงเทพมหานครอยู่อันดับที่ 41 ร่วมกับบริสเบนของออสเตรเลีย และเวลลิงตันของนิวซีแลนด์ ขณะที่ฮานอยของเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 60 ตามด้วยพนมเปญของกัมพูชาอยู่อันดับที่ 76 โฮจิมินห์ของเวียดนามอยู่อันดับที่ 80 และกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียยู่อันดับ 88 ของโลก ขณะที่อันดับที่ 90 เป็นของบันดาร์เซรีเบกาวันของบรูไนฯ ส่วนจาการ์ตาของอินโดนีเซียและมะนิลาของฟิลิปปินส์อยู่อันดับที่ 92 เท่ากัน
 
นอกจากนี้ ความปั่นป่วนทางการเมืองที่เวเนซูเอลาส่งผลให้เมืองหลวงของประเทศการากัส ลงไปอยู่อันดับท้ายของตาราง ตามมาด้วยดามัสกัสเมืองหลวงของซีเรีย การาจีเมืองหลวงของปากีสถาน บัวโนสไอเรสเมืองหลวงของอาร์เจนตินา
 
นอกจากนี้ นิวเดลีก็รวมอยู่ในกลุ่มเมืองที่มีค่าครองชีพต่ำสุด 10 อันดับแรกของโลกด้วย อย่างไรก็ดี การติดอันดับเมืองค่าครองชีพต่ำนั้นไม่ได้หมายความว่าค่ากินอยู่จะมีราคาถูก เนื่องจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะปรับตัวตามอัตราเงินเฟ้ออย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ได้มีการปรับรายได้เพิ่มขึ้นตาม
 
 
 
 

ที่มา:ศูนย์ข้อมูลข่าวสารอาเซียน