ต่างประเทศโวยจีนไม่เป็นธรรม คุมอาหารนำเข้าอ้างกลัวเปื้อนไวรัส


 
ประเทศผู้ส่งออกอาหารแช่แข็งเริ่มมีท่าทีไม่พอใจหลังจีนเผยพบเชื้อปนเปื้อนในอาหารโดยไม่มีหลักฐาน
 
รอยเตอร์สรายงาน ประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่เริ่มไม่พอใจกับมาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้าของประเทศจีน และเรียกร้องให้จีนหยุดการทดสอบไวรัสโคโรนาจากอาหารแช่แข็งนำเข้า โดยบางส่วนมองว่าเป็นการจำกัดทางการค้า
 
โดยทางการจีนกล่าวว่าได้ตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนาในอาหารแช่แข็งที่นำเข้ามาจาก 20 ประเทศ อาทิ เนื้อหมูจากเยอรมัน, เนื้อวัวจากบราซิล และปลาจากอินเดีย ด้านต่างประเทศผู้ส่งออกสินค้ากล่าวว่าการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานเป็นการทำลายการค้าระหว่างประเทศ และทำลายชื่อเสียงของอาหารจากประเทศนั้นๆ โดยไม่มีเหตุผล
 
ในการประชุมขององค์การค้าโลกเมื่อวันที่ 5 และ 6 พ.ย. แคนาดาเรียกการตรวจสอบอาหารนำเข้าและการปฏิเสธสินค้านำเข้าของจีนว่าเป็น "ข้อจำกัดทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม" เนื่องจากจีนไม่ได้ให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์สำหรับมาตรการดังกล่าว
 
เช่นเดียวกับสหรัฐ, ออสเตรเลีย, บราซิล, เม็กซิโก และสหราชอาณาจักร ที่เห็นด้วยกับแคนาดา
 
เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมาจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการตรวจพบไวรัสของจีน หลังจากที่ถูกกล่าวหาว่าพบเชื้อไวรัสโคโรนาในเนื้อแช่แข็งจากนิวซีแลนด์ แต่ทางการจีนยังไม่มีคำชี้แจงใดๆ โดยอาร์เดิร์นมั่นใจว่าไม่มีเนื้อจากนิวซีแลนด์ที่มีเชื้อไวรัสอย่างแน่นอน
 
ขณะที่จีนชี้แจงว่ามาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการชั่วคราวโดยอิงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องชีวิตประชาชนทุกคน
 
จีนพิสูจน์โดยการคัดแยกเชื้อไวรัสที่มีชีวิตออกจากตัวอย่างเนื้อปลาแช่แข็งที่นำเข้า เพื่อพิสูจน์ว่าไวรัสสามารถติดต่อจากคนสู่อาหารได้ แม้จะไม่มีการเผยแพร่หลักฐานก็ตาม
 
ทั้งนี้ จีนเริ่มตรวจสอบอาหารแช่แข็งที่นำเข้าจากต่างประเทศในเดือนมิถุนายนหลังเกิดการติดเชื้อในกลุ่มคนงานในตลาดค้าส่งอาหาร ส่งผลให้จีนกังวัลว่าไวรัสจะกลับเข้ามาในประเทศจากผลิตภัณฑ์อาหารอีกครั้ง
 
โดยขณะนี้จีนได้ระงับการนำเข้าอาหารแช่แข็งจาก 20 ประเทศ และกระตุ้นให้ใช้มาตรการฆ่าเชื้อโรคที่เข้มงวดขึ้นในกระบวนการขนส่งและอุปกรณ์ขนส่งอาหารแช่แข็งนำเข้า เนื่องจากประสบปัญหาปนเปื้อนของเชื้อไวรัสในอาหารแช่แข็งนำเข้าเพิ่มขึ้น หน่วยงานรัฐบาลจึงออกมาตรการป้องกันและควบคุมโรคระบาดเพื่อลดความเสี่ยงที่มาจากต่างประเทศ
 
 
 
 
 

ที่มา:โพสต์ทูเดย์