ผู้นำสิงคโปร์ยอมรับพี่น้องขัดแย้งเรื่องพินัยกรรม


 
    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ว่านายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง ผู้นำสิงคโปร์ กล่าวว่ายังคงมีความรู้สึกเสียใจและวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว แต่กลับมีการเปิดเผยออกสู่สาธารณชน โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับพินัยกรรมฉบับสุดท้ายของบิดา คือนายลี กวน ยู รัฐบุรุษและนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ ทั้งนี้ นายลี เซียน ลุง เชื่อว่าไม่เคยทราบมาก่อนว่าบิดาซึ่งถึงแก่อสัญกรรมเมื่อปี 2558 เคยได้รับแจ้งเกี่ยวกับ "ความเปลี่ยนแปลง" ของเนื้อหาในพินัยกรรมฉบับสุดท้าย ก่อนมีการลงนามหรือไม่
    ประเด็นสำคัญของเนื้อหาในพินัยกรรมที่ผู้นำสิงคโปร์อ้างถึง เกี่ยวกับบ้านพักของนายลี กวน ยู ที่ตั้งอยู่บนถนนออร์ชาร์ด โดยนายลี กวน ยู เคยกล่าวกับสื่อมวลชนว่า หากเขาจากโลกนี้ไปแล้วขอให้รัฐบาลทุบทำลายบ้านหลังนี้ทิ้งเสีย เนื่องจากเขาไม่ต้องการให้มีการรักษาบ้านหลังนี้ไว้เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์หรืออนุสรณ์สถาน ซึ่งอาจมีบุคคลบางกลุ่มนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจ และอาจจุดกระแสให้เกิด "ลัทธิบูชา" ในตัวเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่นายลี กวน ยู ย้ำเสมอว่าไม่ต้องการ
 
 
ภาพถ่ายมุมสูงบ้านของนายลี กวน ยู ตั้งอยู่ริมถนนออร์ชาร์ด
 
    อย่างไรก็ตาม นายลี เซียน ลุง กล่าวว่า ความต้องการดังกล่าวของบิดาไม่ได้ปรากฏอยู่ในเนื้อหาของพินัยกรรมฉบับที่ 5 และ 6 แต่ กลับมาอยู่ในเนื้อหาของพินัยกรรมฉบับที่ 7 ซึ่งเป็นฉบับสุดท้าย ผู้นำสิงคโปร์จึงตั้งข้อสังเกตว่า บิดาของเขาเคยรับทราบการปรับแก้ในเนื้อหาหรือไม่ นอกจากนี้ นายลี เซียน ลุง ยังกล่าวถึง "ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ" ในเนื้อหาของพินัยกรรมฉบับที่ 6 และ 7 โดยเนื้อหาในฉบับที่ 6 ระบุว่านายลี กวน ยู เพิ่มกรรมสิทธิ์ในบ้านหลังนี้ให้แก่บุตรสาว คือน.ส. ลี เว่ย หลิง ในสัดส่วนที่มากกว่าบุตรชายอีก 2 คน คือนายลี เซียน ลุง และนายลี เซียน หยาง หมายความว่าน.ส.ลี เว่ย หลิง ถือเป็นผู้ดูแลบ้านหลังนี้ แต่หากไม่ได้อาศัยอีกต่อไปให้ทำลายบ้านทิ้ง
 
 
นายลี เซียน หยาง
 
    ต่อมาน.ส.ลี เว่ย หลิง กล่าวผ่านเฟซบุ๊กของตัวเอง สนับสนุนน้องชายคนเล็กคือนายลี เซียน หยาง พร้อมทั้งเดินหน้าตำหนิ "พี่ใหญ่" คือนายลี เซียน ลุง และนางโฮ ชิง ภริยา ว่าร่วมกันใช้อำนาจในทางมิชอบ ส่วนนายลี เซียน หยาง กล่าวว่านายลี เซียน ลุง ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการท้าทายเนื้อหาในพินัยกรรมของบิดาได้อีก เพราะมีการพิสูจน์พินัยกรรมตามกฎหมายแล้ว เมื่อเดือนต.ค. 2558 "ถือเป็นอันสิ้นสุด" ขณะที่ก่อนหน้านั้นทั้งคู่ออกแถลงการณ์ร่วมกัน กล่าวหาพี่ชายคนโตซึ่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศมาตั้งแต่ปี 2547 ว่าใช้อำนาจบริหารโดยมิชอบทั้งต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและบุคคลในครอบครัวซึ่งรวมถึงพี่น้อง ส่งผลให้พวกเขาสูญเสียความเชื่อมั่นในภาวะความเป็นผู้นำของพี่ชาย อีกทั้งยังแสดงความวิตกกังวลต่อการที่การเมืองของสิงคโปร์ขาดระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้เกิดระบบผูกขาดทางการเมือง
    ด้านบรรดาผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์ในสิงคโปร์ต่างออกมาแสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น  ที่ท่าทีของแต่ละฝ่ายบ่งบอกเป็นนัยว่าเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แม้เกิดกระแสสนับสนุนและต่อต้านทั้งสองฝ่ายในระดับพอกัน แต่ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าเรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใน "ครอบครัวหมายเลขหนึ่ง" ของสิงคโปร์ ที่ควรแก้ไขกันเองเป็นการภายใน และไม่สมควรเผยแพร่ผ่านสื่ออีก.
 
 
 
 

ที่มา:เดลินิวส์