นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย


 
เมื่อวันที่ 14 พ.ย.60 เวลา 19.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติฟิลิปปินส์ (PICC) กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม พลโท วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญดังนี้
 
นายกรัฐมนตรียินดีที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี กลับมาเข้าร่วมการประชุมกับอาเซียนอีกครั้งในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่พิเศษอย่างมาก เพราะเป็นปีที่ 25 ของความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย และ 70 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและอินเดีย โดยไทยได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษดังกล่าวด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดงาน ASEAN-India Expo and Forum ที่กรุงเทพ ระหว่างวันที่ 2-5 สิงหาคม 2560 ซึ่งมีผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจนอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-อินเดีย สมัยพิเศษ ในวันที่ 25 มกราคม 2561 ที่กรุงนิวเดลี และงานวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดีย ปีที่ 69 ในฐานะแขกเกียรติยศ
 
อาเซียนชื่นชมนโยบาย “มุ่งตะวันออก” (Act East Policy) ของนายกรัฐมนตรีโมดี ที่มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมกับเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทุกมิติ  จึงยินดีเป็นอย่างมากที่อินเดียและอาเซียนมองภาพเดียวกันในเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างกัน ในขณะที่อินเดียประสงค์จะเชื่อมโยงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียกับอาเซียนผ่านเมียนมาและไทย และในอนาคตจะไปถึง สปป. ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ผ่านโครงการ Trilateral Highway อาเซียนก็ประสงค์จะสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาคอย่างเป็นระบบ โดยแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน ค.ศ. 2025 จะเป็นจุดเชื่อมต่อกับกรอบอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงอาเซียน-อินเดีย เพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่ไร้รอยต่อจากเอเชียใต้สู่เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และจากมหาสมุทรอินเดียไปสู่มหาสมุทรแปซิฟิก
 
ในด้านเศรษฐกิจ อาเซียนและอินเดียยังขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตัวเลขการค้า2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2565 จึงเห็นว่า อาเซียนและอินเดียควรส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก  ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดียเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเร่งจัดทำความตกลง Regional Comprehensive Economic Partnership (RCEP) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว นอกจากนี้ ควรขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสนเทศให้มากขึ้น เพราะเป็นสาขาที่อินเดียมีความเชี่ยวชาญ
 
โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมอินเดียอย่างมากที่แม้จะมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่แต่ก็ยังไม่ทอดทิ้งในเรื่องสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งผมเองเห็นว่า มีความสำคัญอย่างมาก การเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างอาเซียนกับอินเดียจึงควรเพิ่มความสำคัญมากขึ้น โดยสนับสนุนบทบาทของศูนย์อาเซียนศึกษาเพื่อการนี้ จึงเสนอว่า อาเซียนและอินเดียอาจพิจารณาจัดตั้งเครือข่ายของ SMART Cities-Cultural Centres ประกอบด้วยเมืองขนาดเล็กและกลาง โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความเข้าใจด้านวัฒนธรรมระหว่างกัน
 
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าในกลางปีหน้า ไทยจะรับตำแหน่งประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-อินเดีย เป็นระยะเวลา 3 ปี ไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนพร้อมส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนในเชิงสร้างสรรค์กับอินเดีย และสนับสนุนการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอาเซียน-อินเดีย วาระปี ค.ศ. 2016-2020 ซึ่งมีความคืบหน้าแล้วในหลายด้าน เพื่อให้เสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันอย่างแท้จริง
 
 
 
 

ที่มา:รัฐบาลไทย