กลุ่มอาเซียน+3 (ASEAN+3, ASEAN Plus 3, อาเซียนบวกสาม) จะประกอบด้วยสมาชิก 13 ชาติ คือ 10 ชาติสมาชิกอาเซียน อันได้แก่ ประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเวียดนาม ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศบรูไน รวมกับประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลีใต้ โดยทั้ง 13 ประเทศจะมีประชากรรวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรของทั้งโลก และจะมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ถึง 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 16 ของ GDP รวมทั้งโลก) ในขณะที่ยอดทรัพย์สินที่เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (สูงกว่า 50% ของเงินทุนสำรองของโลก)
เป้าหมายของการจัดตั้งอาเซียน+3
การจัดตั้งกลุ่มอาเซียน+3 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันของกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่อีก 3 ประเทศ ซึ่งรวมกันเรียกว่า ชุมชนเอเชียตะวันออก (East Asian Community) และมีข้อตกลงกันเพื่อความร่วมมือในด้านต่างๆ 5 ด้าน ดังนี้
1. ด้านการเมืองและความมั่นคง
2. ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงิน
3. ด้านพลังงาน
4. สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศโลก
5. ด้านสังคมและวัฒนธรรม
เป้าหมายความร่วมมือกันของอาเซียน+3 หรือประชาคมเอเชียตะวันออก
การรวมกันเป็นกลุ่มอาเซียน+3 จะเป็นการนำไปสู่การจัดตั้งประชาคมเอเชียตะวันออกในอนาคต ซึ่งชาติสมาชิกทั้งหมดจะร่วมมือและสนับสนุนกันในด้านต่างๆ โดยมีความร่วมมือ 6 ด้านที่จะต้องเร่งผลักดัน ดังนี้
1. การร่วมกันกำหนดกฎระเบียบในภูมิภาค
2. การตั้งเขตการค้าเสรี
3. ข้อตกลงความร่วมมือทางการเงินและการคลัง
4. เขตความร่วมมือและมิตรภาพเพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมอาวุธ
5. การคมนาคมและเครือข่ายการสื่อสาร
6. ด้านสิทธิมนุษยชนและพันธะกรณีต่างๆ
กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี)
ภูมิหลัง
1. กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2540 ในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนและผู้นำของจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ได้พบหารือกันเป็นครั้งแรกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อเดือนธันวาคม 2540 นับจากนั้น ได้มีการจัดประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ขึ้นทุกปีในช่วงเดียวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 เริ่มเป็นรูปร่างภายหลังการออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือ เอเชียตะวันออกเมื่อปี 2542 และการจัดตั้งกลุ่มวิสัยทัศน์เอเชียตะวันออก รุ่นที่ 1 (East Asia Vision Group I – EAVG I) ในปี 2542 เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ความร่วมมือในเอเชียตะวันออก โดยในปี 2544 EAVG I ได้มีข้อเสนอ ให้จัดตั้งประชาคมเอเชียตะวันออก (East Asian community - EAc) และกำหนดมาตรการความร่วมมือด้านต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้ง EAc
2. ในการประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 9 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในปี 2548 ผู้นำได้ลงนามในปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยการประชุมสุดยอดอาเซียน+3 (Kuala Lumpur Declaration on the ASEAN+3 Summit) ซึ่งกำหนดให้การจัดตั้งประชาคมเอเชียตะวันออกเป็นเป้าหมายระยะยาว และให้กรอบอาเซียน+3 เป็นกลไกหลักเพื่อดำเนินไปสู่เป้าหมายดังกล่าว นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบ 10 ปีของกรอบอาเซียน+3 ในปี 2550 ได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออก ฉบับที่ 2 และแผนงานความร่วมมืออาเซียน+3 (2550-2560) ซึ่งระบุถึงแนวทางความร่วมมือในประเด็นต่าง ๆ ภายใต้กรอบอาเซียน+3
3. ปัจจุบันความร่วมมือในกรอบอาเซียน+3 ครอบคลุมความร่วมมือต่าง ๆ มากกว่า 20 สาขา ภายใต้กรอบการประชุมในระดับต่าง ๆ ประมาณ 60 กรอบการประชุม ซึ่งไทยให้ความสำคัญต่อการส่งเสริม ความเชื่อมโยงในภูมิภาค ตลอดจนผลักดันการดำเนินการตามแผนแม่บทว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน (Master Plan on ASEAN Connectivity - MPAC) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการเป็นประชาคมอาเซียน การรวมตัวกันในภูมิภาค และการลดช่องว่างด้านการพัฒนา โดยที่ประชุมสุดยอดอาเซียน+3 สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ที่กรุงพนมเปญ ได้รับรองแถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนความเชื่อมโยงอาเซียน+3 (Leaders’ Statement on ASEAN Plus Three Partnership on Connectivity) ตามข้อริเริ่มของไทย
พัฒนาการที่สำคัญ
- ความร่วมมือด้านการเงิน ความร่วมมือด้านการเงินภายใต้มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang MaiInitiative - CMI) ซึ่งริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2543 นับเป็นสาขาความร่วมมือที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 โดยมีพัฒนาการที่สำคัญ ได้แก่
1. การจัดตั้ง “CMI Multilateralisation (CMIM)” หรือมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่การเป็นพหุภาคี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2553 ซึ่งมีวงเงิน 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นกลไกช่วยรักษาเสถียรภาพทางการเงินในภูมิภาค ซึ่งต่อมา ที่ประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าธนาคารกลางอาเซียน+3 (ASEAN Plus Three Finance Ministers and Central Bank Governors’ Meeting) ครั้งที่ 15 ที่กรุงมะนิลา เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ได้ขยายวงเงิน CMIM เป็น 240,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มสัดส่วนการให้ความช่วยเหลือที่ไม่เชื่อมโยง (de-link) กับเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (InternationalMonetary Fund - IMF) จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ในปี 2555 และพิจารณาทบทวนเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็นร้อยละ 40 ในปี 2557 ในส่วนของไทย ล่าสุดที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ได้เห็นชอบกรอบการเจรจาการเพิ่มประสิทธิภาพ CMIM ซึ่งเสนอโดยกระทรวงการคลัง เพื่อให้ไทยสามารถปฏิบัติตามมติข้างต้นของที่ประชุมรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าธนาคารกลางอาเซียน+3 ครั้งที่ 15 และเห็นชอบให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่มวงเงินผูกพันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจาก 4,552 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 9,104 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
2.การจัดตั้งสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียน+3 (ASEAN+3 Macroeconomic Research Office - AMRO) ที่สิงคโปร์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวัง วิเคราะห์ และประเมินติดตามสภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคและสนับสนุน CMIM (www.amro-asia.org) โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2555 สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดท่าทีไทยสำหรับการพิจารณาร่าง AMRO Treaty เพื่อยกระดับสถานะของ AMRO เป็นองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งมีข้อพิจารณาเรื่องเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตแก่ AMRO และบุคลากรของ AMRO โดยกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียดกับประเทศสมาชิกอาเซียน+3
3. การจัดตั้งหน่วยงานค้ำประกันสินเชื่อและการลงทุน (Credit Guarantee and Investment Facility - CGIF) มีลักษณะเป็นกองทุนที่อยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank - ADB) ซึ่งทำหน้าที่เป็นทรัสตี (trustee) โดย CGIF มีวงเงินเริ่มต้น 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการออกพันธบัตรของภาคเอกชน โดยที่ประชุมรัฐมนตรีคลังและและผู้ว่าธนาคารกลางอาเซียน+3 ครั้งที่ 15 ได้เห็นชอบให้เริ่มดำเนินโครงการค้ำประกัน (guarantee programme) ของ CGIF ตาม Asian Bond Markets Initiative (ABMI) New Roadmap+
- ความมั่นคงทางอาหาร ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2552 ที่อำเภอชะอำ หัวหิน ได้รับรองแถลงการณ์ชะอำ-หัวหินว่าด้วยความมั่นคงด้านอาหารและการพัฒนาพลังงานชีวภาพในกรอบอาเซียน+3 (Cha-am Hua Hin Statement on ASEAN Plus Three Cooperation on Food Security and Bio-Energy Development) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอาหารและพลังงาน รวมถึงข้อเสนอการจัดตั้งระบบสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียน+3 (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve - APTERR) ซึ่งต่อมาได้มีการลงนามความตกลง APTERR เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 ที่กรุงจาการ์ตา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฏาคม 2555 ปัจจุบันสำนักงานเลขานุการ APTERR อย่างไม่เป็นทางการ3 ตั้งอยู่ที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยล่าสุด ที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียน+3 ด้านเกษตรและป่าไม้ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2555 ได้เห็นชอบกับข้อเสนอของไทยในการเป็นที่ตั้งสำนักเลขานุการถาวรของ APTERR ถาวรโดยมีเงื่อนไขว่า ไทยจะต้องดำเนินกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้องให้เสร็จสิ้นในโอกาสแรก
- กองทุนความร่วมมืออาเซียน+3 (ASEAN Plus Three Cooperation Fund - APTCF) จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2552 เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ในกรอบอาเซียน+3 โดยมีเงินทุนเริ่มต้น 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้อัตราส่วนการสมทบ 3:3:3:1 (จีน:ญี่ปุ่น:กลต.:อาเซียน) ล่าสุด เมื่อเดือนตุลาคม 2555 ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 อยู่ระหว่างการหารือการสมทบเงินเพิ่มเติม (replenishment)
บทบาทของไทย
1. ไทยมีบทบาทที่แข็งขันในกรอบความร่วมมืออาเซียน+3 มาโดยตลอด โดยได้ผลักดันการออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือเอเชียตะวันออก ฉบับที่ 2 เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือในกรอบอาเซียน+3 ในอนาคต การเร่งรัดมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ การออกแถลงข่าวร่วมว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน+3 เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลก และการจัดประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน+3 สมัยพิเศษเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
2. ไทยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการจัดตั้งองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียน+3 (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve – APTERR) และรับเป็นที่ตั้งของสำนักเลขานุการ APTERR ทั้งนี้ไทยเคยมอบข้าวจำนวน 520 ตัน ภายใต้ระบบสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียน+3 ให้ฟิลิปปินส์ ซึ่งประสบภัยพิบัติจากพายุไต้ฝุ่นกิสนาเมื่อปี 2552
3. นอกจากนี้ ไทยยังได้ริเริ่มผลักดันกิจกรรมในกรอบอาเซียน+3 ในหลายสาขา เช่น เยาวชน การใช้พลังงานนิวเคลียร์อย่างปลอดภัย การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม และการศึกษา โดยได้มีบทบาทในการยกร่างแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาอาเซียน+3 ซึ่งที่ประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาอาเซียน+3 ครั้งที่ 1 ได้ให้การรับรองเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ที่เมืองยอร์กยาการ์ตา อินโดนีเซีย
4. ไทยได้ผลักดันให้กรอบอาเซียน+3 มีบทบาทในการสนับสนุนความเชื่อมโยงในอาเซียน และระหว่างอาเซียนกับประเทศ+3 ภายใต้แนวคิดหุ้นส่วนความเชื่อมโยงอาเซียน+3 (ASEAN Plus Three Partnership on Connectivity)
พัฒนาการล่าสุด
1. การประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องความเป็นหุ้นส่วนความเชื่อมโยงอาเซียน+3 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2555 ที่กรุงเทพฯ เป็นข้อริเริ่มของไทยในการระดมสมองจากภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศและนักวิชาการ เพื่อพัฒนาแนวคิดการส่งเสริมความเชื่อมโยงในกรอบอาเซียน+3 อย่างเป็นรูปธรรมโดยที่ประชุมฯ สนับสนุนการสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) การจัดตั้งกองทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV(กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ในการบังคับใช้ข้อตกลงและกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนในด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรม
2. การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน+3 ครั้งที่ 13 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2555 ที่กรุงพนมเปญที่ประชุมฯ ยินดีกับพัฒนาการสำคัญในกรอบอาเซียน+3 อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพและขยายวงเงิน CMIM ซึ่งจะมีส่วนช่วยรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตยูโรโซน การมีผลบังคับใช้ของ APTERR ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2555 และการดำเนินตามแผนงานความร่วมมืออาเซียน+3 (2550-2560) นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังเห็นชอบกับ (1) ข้อเสนอของไทยที่ให้มีการออกแถลงการณ์ผู้นำว่าด้วยหุ้นส่วนความเชื่อมโยงอาเซียน+3 ในการประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ในเดือนพฤศจิกายน 2555 และ (2) ข้อเสนอของกัมพูชาที่ให้มอบหมาย CPR+3 ร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียนทบทวนและปรับปรุง (mid-term review) แผนงานฯ ภายในปี 2555 เพื่อให้สอดคล้องและตอบสนองกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดียิ่งขึ้น
3. การประชุมสุดยอดอาเซียน+3 สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ที่กรุงพนมเปญ ที่ประชุมฯ(1) รับรองเอกสาร 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยหุ้นส่วนความเชื่อมโยงอาเซียน+3 ซึ่งเป็นข้อเสนอของไทย และแถลงการณ์ร่วมผู้นำอาเซียน+3 ในโอกาสครบรอบ 15 ปี กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 ซึ่งเป็นข้อเสนอของกัมพูชา (2) ส่งเสริมความร่วมมือทางการเงิน และความมั่นคงทางอาหารและพลังงานมากยิ่งขึ้นผ่านข้อริเริ่มต่าง ๆ ที่มีอยู่ อาทิ CMIM, AMRO, ABMI และ APTERR (3) รับทราบรายงานของกลุ่มวิสัยทัศน์เอเชียตะวันออกรุ่นที่ 2 (East Asia Vision Group - EAVG II) ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อทบทวนและวางวิสัยทัศน์ความร่วมมือในกรอบอาเซียน+3 โดย EAVG II เสนอให้มีการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกภายในปี ค.ศ. 2020 บนพื้นฐานของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และ (4) ไทยเสนอให้มีการพัฒนาหุ้นส่วนความเชื่อมโยงอาเซียน+3 ในทุกกลไกรายสาขา โดยให้มีการศึกษาแนวทางการจัดทำแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ข้อเสนอแนะของรายงาน EAVG II ส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือทางการเงินในภูมิภาค และเสนอให้ APTERR พิจารณาขยายการสำรองผลิตผลทางการเกษตรอื่น ๆ นอกเหนือจากข้าว
ความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี
ภูมิหลัง
สาธารณรัฐเกาหลี หรือ เกาหลีใต้ (กลต.) เริ่มมีความสัมพันธ์กับอาเซียนเมื่อปี 2532 ในฐานะคู่เจรจาเฉพาะด้าน และได้รับสถานะเป็นประเทศคู่เจรจาอย่างเป็นทางการในปี 2534 ต่อมาในปี 2547 ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมืออย่างรอบด้าน (Joint Declaration on Comprehensive Partnership) เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
ในปี 2552 กลต. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน-กลต. สมัยพิเศษ ที่เกาะเจจู เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่าย ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-กลต. ครั้งที่ 13 ที่กรุงฮานอย เมื่อเดือนตุลาคม 2553 อาเซียนและ กลต.ได้เห็นชอบให้ยกระดับความสัมพันธ์จากหุ้นส่วนรอบด้านเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และได้รับรองปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็